สาวเปิดใจสุดช้ำ ถูกทหารอ้วนดำ ฟันหน้าหลอ หลอกให้แต่งงาน

แอบอ้างชื่อขอยืมเงิน บอกถ้าอยากหย่าให้จ่าย 1 หมื่น

รายการเป็นเรื่องใหญ่ ออนแอร์ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 17.10 – 17.55 น. ทางช่อง JKN18 ดำเนินรายการโดย “อั๋น ภูวนาท คุนผลิน” ได้สัมภาษณ์ “เอ” (นามสมมติ) สาวที่ถูกหนุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นทหารหลอกให้แต่งงาน สุดท้ายใช้ชื่อแอบอ้างขอยืมเงิน มาพร้อม “เอกภพ เหลืองประเสริฐ” เจ้าของเพจสายไหมต้องรอด ที่ช่วยประสานงานช่วยเหลือ

เขาติดต่อเข้ามายังไง?

เอกภพ : “คุณเอเป็นคนในพื้นที่สายไหมด้วยนะครับ แล้วก็เมื่อวันก่อนคุณเอก็ประสานมาที่ผู้นำชุมชนในพื้นที่ ว่าเขาถูกหลอกว่ามีนายทหารเข้ามาหลอกแกว่ารับราชการ อยากอยู่ด้วยอยากดูแล มีการตกลงปลงใจกันไปจดทะเบียนสมรสและจะมีการจัดงานแต่งงานในภายหลัง จนกระทั่งเริ่มออกลาย ก็มีการไปตีสนิทเพื่อนของฝ่ายหญิง ก็มีการไปขอหยิบยืมเงินต่าง ๆ พอแกรู้ทันแกก็เอะใจว่าทำไมคนเป็นผู้การทหารเรือไปหยิบยืมเงินอย่างนั้น ตรวจสอบไปมาก็พบว่านายคนนี้เคยมีการหลอกผู้หญิงให้ไปแต่งงานแล้วหลายราย ผมได้พูดคุยกับน้องว่าทำไมถึงได้ตกลงปลงใจ น้องก็บอกว่าส่วนตัวน้องไม่มีแฟน วันๆ ทำแต่งาน พอมีคนมาทักพูดคุยว่าอยากดูแลเขาก็คิดว่าพร้อมจะตกแต่ง แล้วก็มีการไปทานข้าวไปเจอกันก็ชอบคอกัน”

มีบ้างมั้ยที่ผ่านมาที่คนมาขอความช่วยเหลือแล้วมันเป็นเรื่องไม่จริง?

เอกภพ : “มีหมดแหละ มีหมดทุกรูปแบบ เราต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน พอดูรายละเอียดแล้วก็มองว่าเขาคือผู้เสียหาย สิ่งหนึ่งที่อยากบอกสังคมไทย คือการทับถมกันมันง่าย แต่ผมจะบอกว่าใครที่ไม่เจอเรื่องแบบนี้ไม่มีวันรู้ แล้วถ้าสมมติน้องพยาบาลเขาอายที่ต้องบถูกตำหนิ แต่เขาอยากเปิดเผยคนนี้ไม่ให้ใครถูกหลอกได้อีก ความช้ำของเขามันมีมากอยู่แล้ว แต่เขาต้องการเปิดเพื่อกระชากหน้ากากมิจฉาชีพ เราต้องชมเขา”

ให้คุณเอเล่าให้เราฟังว่าเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นได้อย่างไร?

เอ : “เขาทักมาค่ะในแอปฯ หาคู่ค่ะ”

ก่อนหน้านี้เราเคยคุยกับคนอื่นมั้ย หรือเขาเป็นคนแรก?

เอ : “ไม่ค่ะ ตั้งแต่เลิกกับแฟนก็ไม่ได้คุยกับใครค่ะ แล้วพอดีจังหวะที่เขาเข้ามา เขาบอกว่าถ้าไม่มีครอบครัวขอไอดีได้มั้ย แล้วก็คุยทางไลน์กันตลอดค่ะ”

หลังจากนั้นเขาบอกว่าเขาเป็น?

เอ : “วิศวกรทหารเรือยศนาวาเอกค่ะ เขาพูดดีแล้วโปรไฟล์เขาก็ใส่ชุด ตอนนั้นคิดว่าใช่ค่ะ”

มีโอกาสได้นัดเจอตัวจริงมั้ย หรืออยู่ในออนไลน์ตลอด ?

เอ : “มีโอกาสได้นัดเจอค่ะ เขานัด เขาบอกว่าเดี๋ยวพี่พาไปไหว้แม่ หนูก็เลยไป แล้วไปเจอกับแม่เขาแต่หนูไม่รู้ว่าใช่แม่เขาจริงมั้ย”

โปรไฟล์เขาดูดีมีเงินมีทอง แล้วห้องที่ไปไหว้แม่ดูดีเลยมั้ยหรือแปลก ๆ ?

เอ : “ห้องที่เขาอยู่เป็นห้องเช่า แต่ว่าห้องที่แม่เขาอยู่เหมือนเป็นสำนักงานขายบ้านอะไรแบบนี้ค่ะ”

ณ วันนี้เรามองกลับไปเจอพิรุธอะไรมั้ย?
เอ : “มองกลับไปมันก็แปลก ๆ ค่ะ เพราะได้คุยกันแค่คำสองคำแล้วก็ไม่ได้คุยอีกเลย หนูคิดว่าน่าจะเป็นคนอื่นแล้วเขาเรียกแม่”

ถามตรงๆ นะ ณ วันนั้นใจเราถึงขั้นเรียกว่ารักมั้ย?
เอ : “ใช้คำว่าสงสารมากกว่า เขาทำงานหนักแล้วเขาพูดดีค่ะ”

เอกภพ : “กลวิธีการเขา คือเขารู้ว่าฝั่งนี้ไม่ได้ต้องการคนรวยหรืออะไร เขาเลยใช้วิธีว่าเขาเป็นทหารเขาทำงานหนักมาก ไม่มีคนดูแลเลย อยากให้ทางนี้มาดูแลเขาเป็นครอบครัว”

หลังจากที่เขาส่งรูปมา ตัวจริงกับรูปเขาคือคนเดียวกันมั้ย?

เอ : “ไม่ใช่ค่ะ ตัวจริงเขาอ้วนดำ ฟันหน้าหลอ”

แล้วพอเราเจอตัวจริงเราอึ้งมั้ย?

เอ : “ก็จะกลับแล้วแหละเจอตัวจริง แต่เราก็คุยต่อ เพราะเวลาคุยเขาคุยดี ไม่คิดว่าเป็นมิจฉาชีพ”

หลังจากนั้นก็ตกลงเป็นแฟนกัน แล้วได้ตกลงเรื่องการใช้ชีวิตร่วมกัน เราเห็นว่าเขาแต่งตัวออกไปทำงานตลอด?

เอ : “หนูไม่ได้อยู่กับเขาค่ะ”

ในใจเราคิดว่าเขาเป็นทหารแน่นอน?

เอ : “แรก ๆ คิดค่ะ แต่หลัง ๆ ไม่ เพราะในโทรศัพท์เขาไม่มีพวกกลุ่มไลน์งานเกี่ยวกับทหารเลย ไม่มีเสื้อผ้ารองเท้าเกี่ยวกับทหาร เรามาสงสัยหลังจากที่จดทะเบียนแล้ว เรื่องของเรื่องคือเขาจะไปต่างประเทศ ขอจดทะเบียนก่อนได้มั้ยกลัวหนูมีคนอื่น เราก็บอกได้เพราะเราไม่คิดจะมีใครอยู่แล้ว แต่พอจดไปแล้วเขาเอาชื่อเราไปอ้างยืมเงินคนอื่น”

จริง ๆ แล้วการจดทะเบียนเป็นเรื่องใหญ่มาก ตอนที่เราจดตอนนั้นเราไม่ได้คิดถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่มาพร้อมการจดทะเบียนครั้งนี้เลยเหรอ?

เอ : “เขาบอกจะไปต่างประเทศ หนูจดทะเบียนให้เพื่อความสบายใจของคิดแค่นั้นเลยค่ะ”

เราได้สืบประวัติหรือดูหัวนอนปลายเท้าเขามั้ย?

เอ : “เขาก็ให้คุยกับน้าเขานะ แต่หนูไม่รู้ว่าเขาเอาคนอื่นมาแอบอ้างอีกมั้ย”

ตลอดเวลาที่คบกันจนถึงจดทะเบียนพูดได้เลยว่าหลักเดือน เดือนเศษ ๆ เท่านั้นเอง ในระหว่างนั้นได้ออกไปเจอกันบ่อยแค่ไหน?

เอ : “ไม่มีเลยค่ะ กินข้าวดูหนังไม่เคยเลย ตั้งแต่คบกันเจอกันประมาณ 3-4 รอบ เขาจะอ้างว่าทำงาน ไม่ว่าง ไปเซ็นสัญญา อยู่กรมอะไรแบบนี้ตลอด ใน 3-4 รอบนั้นคือว่ากินข้าวแล้วก็แยกย้ายไปทำงาน”

เราต้องยอมรับว่าเราก็ตัดสินใจเสี่ยงเหมือนกัน?

เอกภพ : “คิดเร็ว ไม่รอบคอบ”

คุณเอรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าถูกหลอก?

เอ : “คือเขาเอาชื่อหนูไปแอบอ้าง เพื่อไปยืมเงินคนรอบข้างหนูค่ะ”

แล้วเราได้คุยกับเขามั้ยทำไมทำแบบนี้?

เอ : “ตอนเขาไปยืมเงินคนอื่นเขาบอกทุกคนว่าไม่ให้บอกหนู จนเขาไม่ยอมใช้หนี้แล้วเจ้าของเงินเขาโทรมาหาหนูแต่หนูไม่รู้เรื่อง”

ทันทีที่เรารู้เรื่องเราทำยังไง?

เอ : “เราก็โทรให้เขาเคลียร์แต่เขาบอกว่าขอเวลาอีก 2 วัน พอถึงวันนัดเขาก็ไม่จ่ายเหมือนเดิม”

จุดไหนที่เป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่เราจะหย่าแล้ว?

เอ : “คือเอาชื่อเราไปแอบอ้างเรื่อย ๆ เราก็เสียชื่อ”

เอกภพ : “ก่อนหน้าที่จะมาหา พอเห็นไปหยิบยืมเงินเขาก็เอะใจว่าเป็นผู้การแล้วไปยืม เลยไปค้นประวัติ แล้วก็พบว่าเคยแต่งงานมีรูปมีอะไร”

เราได้คุยชัดเจนแล้วมั้ยว่าจะหย่า?

เอกภพ : “ก็วันนี้ที่ตอบเขาบอกจะเอาหมื่นนึงแล้วจะหย่าให้ จะไม่มายุ่งไม่ระราน ไม่มารังแก”

เอ : “หนูคิดว่าจะไม่ให้ค่ะ จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด”

หลังจากนี้จะทำอะไรต่อครับ?

เอกภพ : “น้องเขามาปรึกษาผมก็ถามแบบที่พี่ถาม ผมเลยคิดว่าเป็นมิจฉาชีพจริง ๆ เลยไปแจ้งความ หนึ่งคือฉ้อโกงแล้วก็ข้อหากรรโชกทรัพย์ เรามีหลักฐานว่าถ้าไม่อยากให้มาก่อกวนเอามาหมื่นนึงอะไรแบบนี้ เรื่องนี้เบื้องต้นทางกองทัพเรือก็ให้เจ้าหน้าที่ประสานมาที่ผมแล้ว ชื่อปัจจุบันที่เขาใช้ไม่ใช่ข้าราชการของกองทัพเรือแน่นอน ทางกองทัพเรือกำลังประสานไปยังนายทหารที่เขาเอารูปมาแอบอ้าง ความเสียหายมันเกิดขึ้นกับตัวท่าน พอได้ตัวจะต้องเอาตัวจริงมาแจ้งความเพราะทางกองทัพเขาไม่เอาชื่อนี้ ผู้ต้องหามีหมายจับเมื่อปี 62 อีก 2 หมายเรื่องฉ้อโกงด้วย”