“พระเจ เปรม” ออกเดินธุดงค์ เชิญชวนญาติโยมแผ่เมตตา 25 ธันวาคมนี้ ในวัน “อโหสิกรรม Day ครั้งที่ 1 “

“ พระเจ เปรม ( ฐานนิสสโร ) ออกเดินธุดงค์จาริกทั่วประเทศ เชิญชวนญาติโยมแผ่เมตตาและให้อภัยซึ่งกันและกัน 25 ธันวาคมนี้ ในวัน “อโหสิกรรม Day ครั้งที่ 1 “


พระฐานนิสสโร หรือ เจ เปรม อดีตนักร้องนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ชื่อดัง เจ้าของบทเพลงฮิตมากมายเช่น แค่เธอที่ต้องการ อธิษฐาน แต่งงาน อนิจจัง ที่โกยยอดวิวทะลุร้อยล้านวิวและมีเพลงที่ขึ้นอันดับ Top Chart แทบจะทุกบทเพลงที่ปล่อยออกมา หลังจากที่ฝ่ามรสุมโควิต จากตารางงานทั่วคอนเสิร์ตที่เต็มแทบทุกวัน จนมาเจอวิกฤตทำให้งานแสดงสดทั้งหมดชะงักลงและเลื่อนอย่างไม่มีกำหนด ทำให้ได้เห็นถึงโอกาสที่เกิดจากความว่างงาน “ ถือเป็นโอกาสดีที่ได้ทำตามความตั้งใจและอีกหนึ่งความฝันที่มีมานานแล้วจากความเลื่อมใสในปรัชญาธรรมของพระพุทธเจ้าจึงได้ตัดสินใจมาบวชเรียนในช่วงพรรษา”

“ในช่วงชีวิตของการเป็นศิลปินนักร้องที่กำลังอยู่ในช่วงที่สูงที่สุด ดังที่สุด มีเพลงฮิตมากมาย อาตมากลับอยู่ในสภาวะซึมเศร้า กดดัน และทุกข์ใจตลอดเวลา เราเคยหลงผิด คิดว่าชื่อเสียง เงินทองจะนำมาซึ่งความสุข ความสำเร็จ แต่เมื่อมองย้อนไป เหตุเกิดเพราะเราคาดหวังในตัวเองสูงมาก เรามีความอยากมาก เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่หวังจึงทุกข์ทรมาน มันก็เป็นช่วงเวลาที่ทำให้อาตมาเห็นถึงสัจธรรมของชีวิต ได้เห็นถึงการเกิดและดับที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เหตุผลที่เราหายและกลับมาสู่สภาวะที่ปรกติ มีความสุขสงบได้ก็เพราะได้ปฏิบัติธรรม ได้มีโอกาสพิจารณาและเห็นถึงสาเหตุของความทุกข์ จึงเกิดความประทับใจและความศรัทธาที่อยากจะมาบวช

ทำไมถึงตัดสินใจออกเดินธุดงค์จาริก ?

ตอนแรกเริ่มจากการเดินจงกลมเพราะเป็นหนึ่งในบทเรียนที่พระอาจารย์ได้สอนถึงการอยู่กับปัจจุบัน การรู้สึกและรับรู้ถึงร่างกายตัวเอง การที่ไม่ส่งจิตออกไปข้างนอก เป็นอีกหนึ่งวิธีการฝึกสมาธิและสร้างกำลังให้กับจิต นอกจากการฝึกนั่งสมาธิ กวาดลานวัด และสวดมนตร์ภาวนา เมื่อออกพรรษาพระอาจารย์ก็ได้ชักชวนอาตมาไปออกเดินธุดงค์จาริกและสัมผัสกับธรรมชาติและวิธีชาวบ้านแบบไกล้ชิด ไปเดินเห็นทุกข์เวทนา คำ่ไหนนอนนั้น ปักกลด ตามป่า ตามถ้ำ ตามวัด ตื่นมาบิณฑบาตเช้ามืด ฉันท์เสร็จแล้วก็ออกเดินต่อ

ความประทับใจระหว่างทาง?

เวลาที่เราขึ้นคอนเสิร์ตและมองออกไปเห็นผู้คนร้องตามและกรี๊ดมันก็เป็นความสุขใจอย่างหนึ่ง แต่เมื่อเราได้ออกเดินธุดงค์ไปตามท้องนา ได้เห็นรอยยิ้มเห็นดวงตาและความศรัทธาของชาวบ้าน มันเกิดความปิติสุข มันทำให้เรายิ่งศรัทธา มันทำให้เรายิ่งอยากทำหน้าที่ปฏิบัติของเราให้ดียิ่งขึ้นให้สมกับที่ญาติโยมพี่น้องศรัทธา

มุ่งหวังอะไรจากการเดินทางครั้งนี้ ?

ไม่ได้มุ้งหวังเลย ทีแรกเดินเพื่อจะค้นหาธรรมชาติของตัวเอง อยากจะอยู่กับปัจจุบัน ไม่อยากให้จิตคิดฟุ้งซ่าน สติรับรู้อยู่แค่ ยก ย่าง เหยียบ ขวา พุธ ซ้าย โท เดินไป เดินมา ให้จิตเกิดกำลัง เมื่อจิตมีพลังแล้วจึงค่อยๆเอาไปพิจารณาธรรม และการเกิดดับของทุกสิ่ง ท้ายสุดการมาบวชเรียนถามว่าอยากได้อะไร อยากเป็นอย่างไร อาตมาตอบได้เลยว่า เมื่อเข้าใจแล้วไม่อยากได้อะไร ไม่อยากเป็นอะไรเลย

ได้ข่าวว่าได้ทำบุญตลอดเส้นทางใช่มั้ย?

เมื่อเดินไปสักระยะ อาตมาและพระอาจารย์ก็ได้เห็นถึงโอกาศที่เราจะได้ช่วยเหลือญาติโยมระหว่างทาง เกิดความคิดที่ว่ามีโอกาสระหว่างทางที่จะทำบุญ ช่วยเหลือญาติโยม ตามกำลัง ตรงไหนที่ทำได้ก็ทำกัน เช่น ได้ ( บริจาคอวัยวะและร่างกาย แวะบริจาคโลหิดที่สภากาชาดไทย ปล่อยปู ปล่อยปลา เอาของกิน ดินสอเครื่องเขียนยาผ้าห่มไปแจกตามหมู่บ้านต่างๆตามกำลัง)

โครงการนี้รับบริจาคอย่างไร ร่วมทำบุญได้อย่างไร?

ไม่ได้รับ และไม่ต้องการเลย จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นโครงการอะไร เราแค่ออกเดินเรียนรู้และค้นหาตัวเอง ไม่ได้ต้องการบริจาค ไม่ต้องให้สิ่งของใดๆ หากการเดินทางครั้งนี้เป็นแสงเทียนเล็ก ๆ ทีจะจุดประกายให้ ญาติโยมอยากออกไปช่วยเหลือกัน แผ่เมตตาให้กันและกัน ทำบุญกันตามกำลังก็ถือว่าเป็นอนิสสงที่ดี ถ้าหากญาติโยมอยากร่วมทำบุญก็เชิญทำในที่ของตัวเองกับคนที่ท่านคิดว่าสบายใจและเต็มใจ

เมื่อเดินเสร็จแล้วอย่างไรต่อ? ตั้งเป้าไว้ว่าจะไปจบที่ไหน ?

ไม่ได้มีจุดหมายปลายทาง ไม่ได้ set goal , ไม่ใช่การแข่งขัน ทำไปตามกำลัง เหนื่อยก็พัก ไหวก็เดินต่อ ชีวิตคนเราทุกข์กันเยอะเพราะคาดหวัง ต้องทำตามเป้าอยู่ตลอดเวลา เมื่อไม่ได้อย่างที่ตั้งใจก็ทุกข์ใจอีก
เราเพียงแต่มีหน้าที่ตื่นมาทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด เท่านั้น

บทเรียนชีวิตจากการออกเดินธุดงค์จาริก?

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการออกเดินธุดงค์ครั้งนี้ เป็นบทเรียนที่ทรงคุณค่า อาตมาได้เหยียบแก้ว เหยียบหินคมๆเหยียบเสี้ยน เป็นเรื่องปรกติ มันทำให้เราได้เห็นและเข้าใจว่า หลาย ๆ ครั้งที่เราทุกข์ทนทรมานใจกับเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ไม่ต่างจากเสี้ยนที่ตำเท้าเราอยู่และไม่ได้ถูกจัดการ ความโกรธแค้น อิจฉาริษยา ความขุ่นเคืองที่ผ่านมากับใครก็ตามที่ผ่านมาก็ไม่ต่าง หากไม่ได้จัดการ คนที่เจ็บก็คือตัวเรา คนที่แบกก็คือเรานี้แหละ


ปลายปีนี้ก่อนเริ่มต้นปีใหม่อาตมาขอเชิญชวนให้ญาติโยมพี่น้องทั้งหลายมาถอนเสี้ยนที่ตำใจเรามานานพร้อม ๆ กัน โดยการตั้งจิตอธิษฐานนึกถึงทุก ๆ คนที่เคยผ่านมาและทำให้เราขุ่นมัว โกรธแค้น อึดอัดใจ และตั้งจิตแผ่เมตตา ส่งความรักและความเมตตาให้เค้าด้วยใจบริสุทธิ์ ให้อภัย อโหสิกรรมให้กันและกัน

เรามีโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ในทุก ๆ วัน เรามีโอกาศที่จะทำให้ทุก ๆ วันเป็น 1D โควิตทำให้เราเห็นว่าไม่มีอะไรแน่นอน เวลาเป็นสิ่งที่มีจำกัด มารักกัน แบ่งปันและให้อภัยกันเถิด มาร่วมกันสร้างความรู้สึกดีมีคุณค่าสำหรับช่วงเวลาที่เรายังมีเหลือ