“HMC Polymers” ขึ้นแท่นผู้นำวงการเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน (PP) ของอาเซียน

ป้อนล้านตันสู่ตลาด ต่อยอดนวัตกรรมควบคู่ความยั่งยืน

บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด หรือ HMC Polymers ผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายเม็ดพลาสติก โพลีโพรพิลีน หรือ PP รายแรกและใหญ่ที่สุดของประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยกำลังการผลิตที่เพิ่มจากเดิม 800,000 ตันต่อปี สู่ 1,0600,000 ตันต่อปีหลังสายการผลิตที่ 4 (โรงงาน PP4) เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปลายปี 2565 นี้  ควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับสูงจาก “LyondellBasell”  ผู้นำด้านเทคโนโลยีการผลิตเม็ดพลาสติก PP ระดับโลก และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น HMC Polymers มาใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติก PP เกรดพิเศษ (Specialty) และเกรดคุณภาพ (Differentiated) มีความพรีเมียม มีคุณสมบัติเฉพาะตัว และแตกต่างจากผู้ผลิตอื่น ๆ ในตลาด  ก่อนต่อยอดสู่ 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯ ได้แก่

  • กลุ่มการแพทย์และสุขอนามัย : การเลือกใช้เม็ดพลาสติก PP คุณภาพสูง เกรดการแพทย์ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ผลิตต้องใส่ใจอย่างมาก เพราะส่งผลต่อชีวิตและความปลอดภัยของผู้ใช้งานเม็ดพลาสติก PP ของ HMC Polymers ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล  สอดคล้องกับเภสัช ตำรับของสหรัฐอเมริกา (US Pharmacopeia (USP)) เภสัชตำรับยุโรป (European Pharmacopeia) รวมถึงแฟ้มข้อมูลหลักของยา (Drug Master File (DMFs) จึงมั่นใจได้ว่าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งขวดน้ำเกลือ หลอดเข็มฉีดยา หน้ากากอนามัย และอื่น ๆ อีกมากมาย
  • กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ : เม็ดพลาสติก PP เป็นต้นทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะชิ้นส่วนภายในห้องโดยสาร เพราะมีความทนทานต่อทั้งอุณหภูมิและรอยขีดข่วน ที่สำคัญคือมีน้ำหนักเบา ทำให้ขับขี่คล่องตัว และช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้อีกด้วย
  • กลุ่มอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ภายในบ้าน : เพราะความเป็นอยู่ภายในบ้านเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องได้รับการออกแบบให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย บนพื้นฐานของความสะดวกสบายและปลอดภัย  เม็ดพลาสติก PP  จึงเข้ามามีบทบาท ด้วยคุณสมบัติที่ดี มีความเหนียว ทนทาน รับแรงกระแทกได้ดี และมีความต้านทานต่อสารเคมีสูง จึงจะสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสูง-ต่ำของเครื่องใช้ไฟฟ้าได้
  • กลุ่มบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูง เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร : เม็ดพลาสติก PP แบบ Food Grade ของ HMC Polymers  เมื่อนำมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์แล้วจะมีความทนทาน สามารถนำเข้าช่องแช่แข็งและไมโครเวฟได้ ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน และนำกลับมาใช้ใหม่หรือนำไปรีไซเคิลได้ ลดการเกิดขยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากเม็ดพลาสติก PP คุณภาพสูงของแล้ว  กระบวนการผลิตของ HMC Polymers ก็ดำเนินงานด้วยความเป็นเลิศ (Operational Excellence) มีการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันบริษัทฯ เดินหน้าโครงการก่อสร้าง หอเผาระดับพื้น (Ground Flare) ควบคู่กับการก่อสร้างโรงงาน PP4 เพื่อลดมลพิษจากการเผาไหม้ที่หอเผาสูง (Elevated Flare) โดยจะเริ่มใช้งานกับโรงงาน PP4 เป็นแห่งแรก และจะขยายการใช้งานกับสายการผลิตที่ 1-3 ต่อไป  โดย Ground Flare นี้ สามารถควบคุมควันดำได้เป็นอย่างดี ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงลดเสียงและแสงที่เกิดขึ้นในระหว่างการผลิตได้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายต่อไปคือ Zero Flare ลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศโลก

ในส่วนของความยั่งยืน (Sustainability) HMC Polymers อยู่ระหว่างพัฒนาเม็ดพลาสติก PPแบบ Mono-Material  เพื่อใช้ผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกเพียงชนิดเดียว ช่วยลดการใช้ทรัพยากร แต่ได้ผลิตภัณฑ์ปลายทางเท่าเดิมหรือมากกว่า  นอกจากนี้ ยังทำให้นำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งาน    HMC Polymers ยังขยายโครงการศึกษาเม็ดพลาสติก PP  รีไซเคิลเพื่อช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ตอบโจทย์เรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)  และมี “PP Reborn : ชุบชีวิต PP กับ HMC Polymers” แพลตฟอร์มล่าสุด  ที่ช่วยให้ผู้บริโภคนำพลาสติก PP ใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบผลิตอีกครั้ง ผ่าน Drop Point และการร่วมใน Event ต่าง ๆ ทุกสัปดาห์ โดยมีปลายทางที่ชัดเจน คือ การนำกลับไปรีไซเคิลและอัพไซเคิลด้วย

และในช่วงที่ COVID-19 คุกคามชีวิตคนไทย HMC Polymers ได้ร่วมกับพันธมิตรดำเนินโครงการเพื่อสังคม โดยการนำเม็ดพลาสติก PP เกรดการแพทย์ ผลิตเป็นชุด PPE สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และผลิตเตียงสนามจากเม็ดพลาสติก PP ที่มีน้ำหนักเบา แต่คงทนแข็งแรง สามารถรองรับน้ำหนักผู้ป่วยได้ถึง 200 กิโลกรัม ติดตั้งสะดวก และยังทำความสะอาดง่าย ลดการสะสมของเชื้อโรค

การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากเม็ดพลาสติก PP ของ HMC Polymers  ทั้งเกรดพิเศษ (Specialty) และเกรดคุณภาพ (Differentiated) มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ไม่เพียงช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เม็ดพลาสติก PP เท่านั้น แต่ยังเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนทั่วโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วย