ร่วมเทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ของพระมหากษัตริย์ไทย ในงาน “มหกรรมวิทย์ฯ 65”

เราโชคดีที่ได้เกิดในประเทศไทยที่มีพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์และทรงนำความรู้ด้านศาสตร์ของวิทยาศาสตร์และศาสตร์ศิลปะมาใช้ในการพัฒนาประเทศ เป็นต้นแบบสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นหลังได้นำเอาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศ พัฒนาคุณภาพชีวิต เพิ่มมูลค่าผลผลิตและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

งานมหกรรมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2565 จัดขึ้น ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 13 – 21 สิงหาคม 2565 การนำเสนอความก้าวหน้าและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ของปี เพื่อให้เยาวชน นักเรียน และผู้สนใจที่เข้าชมงานมีความเข้าใจ สร้างแรงบันดาลใจและความสนุกสนาน เพลิดเพลินไปพร้อมๆ กับการเพิ่มพูนความรู้รอบตัว โดยภายในงานได้นำเสนอนิทรรศการเทิดพระเกียรติ (Royal Pavilion) นำเสนอและจัดแสดงพระอัจฉริยภาพของ “พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” รวมทั้งพระอัจฉริยภาพของ “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” ตลอดจนนิทรรศการจัดแสดงพระราชกรณียกิจ และพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีคุณูประการต่องานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษาของประเทศไทย

ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์ และองค์สิริศิลปิน”ทรงได้รับการยกย่องจากประชาคมโลกในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ที่มีบทบาทสำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสาธารณสุขของประเทศไทยและนานาชาติตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ทรงทุ่มเทพระวรกายทรงงานอย่างหนักในการวางรากฐานด้านการรักษามะเร็งสำหรับคนไทย และทรงปกป้องประชาชนให้ห่างจากภัยมะเร็งในทุกวิถีทาง ทรงค้นพบพระองค์เองว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่ทรงรักและทรงมีความสุขทุกครั้งเมื่อได้ทรงงานนั้นคือ “งานศิลปะ” โดยทรงเป็นเจ้าฟ้าพระองค์แรกในประวัติศาสตร์ของพระราชวงศ์ไทย ที่ทรงสำเร็จการศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยกระทรวงวัฒนธรรมได้ทูลเกล้าถวายพระสมัญญา “สิริศิลปิน” มีความหมายว่า ศิลปินผู้ทรงสร้างสรรค์งานศิลปะงดงามหลายแขนง อันเป็นศรีมิ่งขวัญและเป็นมงคลยิ่ง ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะในการสร้างสรรค์งานศิลปะ เพื่อนำไปต่อยอดหารายได้สมทบทุนมูลนิธิในพระดำริ จนเป็นที่ประจักษ์และจารึกอยู่ในดวงใจของไทยทุกคน

ภายในงานจัดแสดงภาพวาดฝีพระหัตถ์อันสวยงามให้ประชาชนเข้าชมอย่างใกล้ชิด ทรงสร้างสรรค์ผลงานชุดนี้โดยทรงใช้สัญลักษณ์ คือ “เสือ” หมายถึง ความสัมพันธ์และความผูกพันอย่างลึกซึ้งในความเป็นผู้นำของอาณาจักร คือ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฎวิทยมหาราช รัชกาลที่ 4 “พระราชบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ทรงวางรากฐานที่จะนำวิทยาการใหม่ ๆ ของตะวันตก ตลอดจนความรู้ทางวิทยาศาสตร์แผนใหม่ และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารประเทศ ทรงตั้งพระทัยติดตามศึกษาหาความรู้ และทรงพระปรีชาในศาสตร์หลายแขนง เพื่อนำพาสยามสู่อารยประเทศ โดยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ที่เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศได้แก่ ทรงคำนวนสุริยุปราคาไว้ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังทราบได้อย่างแตกฉานว่าเส้นศูนย์ของสุริยุปราคาจะผ่านมาใกล้ที่สุด ณ ตำบลหว้ากอ โดยที่พระองค์ทรงคำนวณขึ้นมาด้วยพระองค์เอง ดังนั้นทางประชาคมดาราศาสตร์สากล จึงได้เรียกสุริยุปราคาครั้งนั้นว่า King of Siam’s Eclipse หรืออุปราคาของพระเจ้ากรุงสยาม อันเป็นการเทิดพระเกียรติในพระปรีชาสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของพระองค์อย่างสูงสุด

นอกจากนี้พระองค์ยังเป็นผู้ริเริ่มความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์มากมายในสยามยุคนั้น ได้แก่ นำเข้ากล้องถ่ายรูปตัวแรก ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของวิทยาการถ่ายภาพในประเทศไทย, ทรงตั้งเวลามาตรฐานของสยามตามระบบการนับเวลาสากล, ทรงนำเข้าเครื่องพิมพ์และก่อตั้งโรงพิมพ์ เพื่อจัดพิมพ์ราชกิจจานุเบกษา, การปฏิรูปเงินตรา จากเงินพดด้วงเป็นเหรียญลักษณะกลมแบน และทรงตั้งโรงกษาปณ์สิทธิการ ภายในพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย” ทรงใช้วิทยาศาสตร์บันดาลความสมบูรณ์ เพราะทรงตระหนักถึงความจำเป็นในการดูแลดินให้อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริในการป้องกัน แก้ไข ปรับปรุงทรัพยากรดินให้เป็นในแนวทางที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยทั่วหน้า ด้านเหตุนี้คนไทยและนานาประเทศจึงเทิดพระเกียรติพระองค์ในฐานะจอมปราญ์แห่งดิน สำหรับโครงการในพระราชดำริเกี่ยวกับดิน อาทิ โครงการแกล้งดิน โครงการหญ้าแฝก โครงการทดลองแก้ปัญหาดินเปรี้ยว จังหวัดนครนายก เป็นต้น

นอกจากนี้ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพและทรงโปรดปรานด้านการถ่ายภาพอย่างมาก ดังที่จะเห็นภาพพระองค์ห้อยกล้องไว้ที่พระศออยู่เสมอ โดยสามารถจำแนกรูปถ่ายมากมายได้เป็น 2 ประเทศคือภาพถ่ายแนวจิตศิลป์ และภาพแสดงพระปณิธานในการพัฒนาประเทศ

นิทรรศการเทิดพระเกียรติ และการจัดแสดงภาพวาดฝีพระหัตถ์จัดแสดงในงานมหกรรมวิทย์ฯ’ 65 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมชมงาน ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 13 – 21 สิงหาคม 2565 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandnstfair.com หรือ Facebook: NSTFair Thailand (www.facebook.com/nstfairTH)