“ไฮโซลูกนัท” เผย “แม่แอนนา” ร่ำไห้ใจสลาย “อี้ แทนคุณ” ไม่ป้อง “ปริญญ์” ชี้มีมูล!!

รายการเป็นเรื่องใหญ่ ออนแอร์ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 17.10 – 17.55 น. ทางช่อง JKN18 ดำเนินรายการโดย “เพชร กรุณพล เทียนสุวรรณ” ได้สัมภาษณ์ “อี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ” ประธานคณะกรรมการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมระหว่างเพศพรรคประชาธิปัตย์ กรณี “ปริญญ์ พานิชภักดิ์” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกกล่าวหาทำอนาจาร ขืนใจผู้อื่น มีผู้เสียหายดาหน้าแฉกว่าสิบราย รวมทั้งโฟนอินสัมภาษณ์ “นายธนัตถ์ ธนากิจอำนวย” หรือ “ไฮโซลูกนัท” ทายาทนักธุรกิจชื่อดัง อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาโพสต์แรง โวยเจ้าหน้าที่หลอกลวงพา “น.ส.หทัยรัตน์ หรือ แอนนา” ภรรยาไปชี้จุดเกิดเหตุ แต่ไม่ยอมให้เข้าไปชี้จุดเกิดเหตุ เชื่อเป็นการพยายามทำให้สำนวนหลวม จ่อฟ้อง 157

ก่อนหน้านี้มีภาพข่าวที่คุณลูกนัทไปชี้จุดที่เกิดเหตุ แต่ไม่สามารถที่จะเข้าไปดูห้องได้ อยากถามว่าเหตุการณ์มันเกิดจากอะไรครับ?

ลูกนัท : “เกิดจากเจ้าหน้าที่ตร.โทรมาแจ้งให้เข้าไปชี้จุดเกิดเหตุ จริง ๆ การโทรมาแจ้งเกิดขึ้นประมาณ 3 ครั้ง ตั้งแต่ที่สถานีตำรวจที่มีสื่อมวลชนอยู่ด้วย ทุกครั้งที่มีการโทรนัดไปชี้จุดเกิดเหตุก็จะถามว่าผมสะดวกเมื่อไหร่ ผมก็ถามว่าแล้วคุณจะไปเมื่อไหร่เขาก็ไม่ตอบไม่อะไร ผมก็เลยบอกครั้งสุดท้ายเมื่อวานตอนเช้าว่า เอาไว้คุณพร้อมจริงๆ ที่จะไปแล้ว บอกนัดเวลากันแบบคนมีความรับผิดชอบ นัดสถานที่เวลาให้เรียบร้อวยแล้วค่อยบอกผม คุณจะนัด ตี 3 ตี4 ผมก็พร้อมหมดที่จะไปพิสูจน์หลักฐาน เขาก็โทรมาแจ้งผมเวลาประมาณ 3 โมง 40 กว่า ๆ ว่า 4 โมงครึ่งให้เจอกันที่เกิดเหตุ ก็ขอบคุณมากนะครับที่แจ้งล่วงหน้าประมาณ 40 นาที กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้เดินทางสะดวกขนาดนั้น ผมกับภรรยาทำธุระกันอยู่ข้างนอก เราไม่ได้มีเวลาที่จะกลับบ้านไปเปลี่ยนอะไรให้เรียบร้อย คนขับรถยังหยุดยาวอยู่ มันน่าตลกจริง ๆ ที่ภรรยาผมเคยถูกผู้กระทำผิดหลอกมาข่มขืนกระทำชำเราครั้งนึงแล้ว และยังโดนตำรวจหลอกมาอีกครั้งนึง เพราะสุดท้ายเขาก็อ้างว่าเขามีหมายค้น คุณมีหมายค้นก็ไปค้นกันเองครับ ไม่ต้องเชิญเรามา แล้วสื่อมวลชนก็ไปทำข่าวผมกับแอนนาไปชี้จุดที่เกิดเหตุบนคอนโด ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะขึ้นไปไม่ได้”

แล้วตอนแรกเขาบอกว่าเขามีหมายค้นก็คือตำรวจไปค้นในพื้นที่ห้องของคุณปริญญ์ใช่มั้ย แล้วเชิญคุณลูกนัทกับคุณแอนนาให้ขึ้นไปบนห้องนั้นด้วย?

ลูกนัท : “ผมเรียงลำดับเหตุการณ์ให้แบบนี้ คือตำรวจคุยไว้ตั้งแต่วันที่ 14 – 15 ว่าเดี๋ยวต้องไปถ่ายรูปชี้พิสูจน์หลักฐานที่จุดเกิดเหตุ เหตุไม่ได้เกิดที่หน้าล็อบบี้คอนโด เหตุไม่ได้เกิดที่ลานจอดรถหรือร้านอาหารหรือซอยทางเข้าในคอนโด เหตุเกิดข้างในคอนโดนะครับ พอถึงวันที่หลอกให้มาก็บอกว่ายังขึ้นไปไม่ได้ ไม่ให้เหตุผลผมว่าทำไมขึ้นไปไม่ได้นะครับ ก็โอเค เราก็เลยไปชี้ที่ร้านอาหารที่นายปริญญ์ไปหลอกลวงผู้เสียหายให้ไปเจอที่ร้านนี้ แต่รู้ทั้งรู้ว่าร้านนี้ปิดอยู่ เพื่อที่ตัวเองจะได้มีโอกาสใช้อุบายก๊อกสอง ล่อลวงให้ขึ้นไปที่คอนโด เขาบอกว่าเดินเข้ามาในซอยนิดเดียว เดี๋ยวขึ้นไปคุยกันตรงนั้น เขาบอกว่าตึกนี้เป็นคอนโดและออฟฟิศเขาด้วย ก็บอกว่าขึ้นไปหยิบของนิดนึง ล่อลวงขึ้นคอนโด ดังนั้นไปถึงเราชี้ที่ร้านอาหารก่อนแล้วกำลังจะขึ้นไปด้านบน สื่อมวลชนเป็นพยาน ตำรวจบอกว่ารอทีมพิสูจน์หลักฐานพิสูจน์เสร็จก่อนเราถึงจะขึ้นไปได้ จริงๆ ตอนนั้นผมก็โวยวายแล้วแหละ เพราะเราคงไม่ขึ้นไปทำลายหลักฐานตัวเองหรอก อย่างที่สองมันไร้สาระตรงที่คุณนัดเวลาผมแล้วไม่พร้อมให้ผมขึ้นไปชี้ สักพักนึงบอกขึ้นไปไม่ได้แล้วเพราะทนายของผู้ต้องหาขอสิทธิคุ้มครองจากศาลมาแล้วไม่ให้เราขึ้น ผมก็เลยขอดูหมายนั้น ผมพอใจผมจึงจะกลับ ตอนแรกตำรวจทำท่าเหมือนจะให้ดู พอผมเข้าไปก็ทำท่าหลบเขาบอกว่าถ้าจะดูต้องให้ทนายฝ่ายตรงข้ามมาให้ดู เขาบอกทนายอยู่ข้างบน งั้นแสดงว่าตลอดเวลาทนายฝ่ายตรงข้ามอยู่ข้างบนกับตำรวจอยู่ด้วยกันเพียงลำพังบนคอนโดของนายปริญญ์”

ตอนที่คุณปริญญ์เขาบอกว่าเดี๋ยวจะให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินต่อไป แต่การทำแบบนี้มันเหมือนการประวิงเวลา แบบนี้ทางพรรคพอที่จะบอกหรือแนะนำทางฝั่งคุณปริญญ์ได้มั้ย?

อี้ : “จริง ๆ เราคงไปแนะนำไม่ได้ และก่อนอื่นต้องขอโทษแอนนาด้วยนะครับฝากขอโทษด้วย ผมเองคิดว่าถ้าเป็นผมผมก็คงทำและอาจจะมากกว่าที่นัททำด้วยซ้ำไป เพราะว่าผมคงไม่ยอมให้คนที่ผมรักต้องถูกกระทำฝ่ายเดียว เพราะฉะนั้นวันนี้มาพูดในฐานะที่เป็นผู้ชายคนนึงแล้วกันครับ รู้สึกว่าพฤติกรรมแบบนี้ไม่ว่าจะอยู่กับใครก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ อย่างกรณีนี้ผมได้คุยกันนอกรอบและผมจะพูดตรงนี้ด้วยนะครับว่าถ้าไว้ใจตำรวจไม่ได้ ผมว่ายังมีกลไกอื่น ๆ เช่น DSI เรื่องของกองปราบ”

ได้ปรึกษาทนายมั้ยครับว่าสิ่งที่ตำรวจทำกับเราวันนี้มันถูกต้องและสามารถที่จะไปร้องเรียนหรือทำอะไรที่มันขยายผลได้มากกว่านี้มั้ยครับ?

ลูกนัท : “ทนายฟังอยู่ในที่เกิดเหตุนะครับ เราก็แจ้งทนายแล้วว่าเราจะดำเนินคดีกับความไม่ปกตินี้นะครับ ทนายกำลังจะรวบรวมประเด็นที่เข้าข่ายที่ฟ้องได้ทั้งหมดครับ”

นอกจากจะจัดการกับคนที่เป็นต้นเหตุแล้ว จะฟ้องใครเพิ่มอีกมั้ย?

ลูกนัท : “ตอนนี้ต้องทำการรวบรวมข้อมูลกับทนายนะครับ ยังต้องใช้ความรอบคอบกับคนที่เรียกว่ามีความรู้ประสบการณ์ด้านนี้จริงๆ ส่วนผมจะตอบได้ไม่ชัดเจนครับ”

ในเคสนี้จริงๆ แล้วคุณลูกนัทน่าจะได้ขึ้นไป?

อี้ : “จริง ๆ แล้วสามีเป็นบุคคลเดียวกับภรรยา แล้วยิ่งกรณีแบบนี้ถือว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ต้องเข้าไปคุ้มครอง เพราะว่าผู้เสียหายเป็นผู้หญิงที่ถูกกระทำขึ้นไปคนเดียว เรียกว่า ขอโทษนะครับเป็นการข่มขืนซ้ำ เพราะว่าต้องไประลึกความหลังต่างๆ สภาพจิตใจคงไม่พร้อม กรณีแบบนี้แปลกมากครับ”

ลูกนัท : “ขอโทษนะครับพี่ ภรรยาผมเขาก็ไม่ให้ขึ้นครับเมื่อวาน แอนนาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นไป บอกให้ชี้ที่ล็อบบี้พอ ผมได้ให้ทนายไปเช็กกับศาลแล้วเพื่อสอบถามว่าหมายคุ้มครองคืออะไร แล้วศาลเขาก็บอกว่าไม่มีหมายคุ้มครองทุกอย่างเป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่สอบสวนที่พึงทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ”

ถ้าเป็นแบบนี้จะเปลี่ยนชุดสอบสวนมั้ย จะเข้าไปร้องกองปราบหรือ DSI แทนมั้ย?

ลูกนัท : “คงต้องปรึกษาทั้งทางทนายและผู้เชี่ยวชาญว่าเราควรไปร้องที่ไหน รวมถึงทนายตั้มที่ทำคดีให้อีกเป็น 14-15 คน”

หลายคนบอกว่าเหตุการณ์มันเกิดข้ามปีแล้ว แล้วก็ภรรยาของลูกนัทและตัวลูกนัทเองออกมาเพราะหวังผลทางการเมือง จริง ๆ แล้วได้รับการว่าจ้างมาหรืออยากทำลายพรรคการเมืองหนึ่ง?

ลูกนัท : “ผมไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นประโยชน์อะไรนะครับที่จะทำลายพรรคการเมืองระดับ 5 แล้วเป็นพรรคการเมืองที่ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าในการเลือกตั้งรอบหน้าก็คงจะได้น้อยกว่าเดิม แล้วการจะเจาะจงทำลายรองหัวหน้าพรรคหนึ่งใน 12 หัวหน้าพรรค ไม่แน่ใจว่าจะทำไปเพื่ออะไรจริง ๆ ครับ”

เรามีความเห็นยังไงกับคำถามนี้?

อี้ : “ประเด็นอยู่ที่ผู้เสียหายมากกว่าผมไม่ได้มองเรื่องการเมืองเลย สิ่งที่ผมเซนซิทีฟที่สุดคือเรื่องเด็กครับ ผมว่าการขืนใจก็แย่มากแล้ว แล้วการไปละเมิดเด็กที่ต่ำกว่า 18 หรือ 18 เนี่ย เป็นเรื่องที่ผมรับไม่ได้ แล้วเรื่องนี้ต่อให้ไม่โจมตีทางการเมือง คนในพรรคเองยิ่งต้องตั้งข้อรังเกียจแล้วควรจะรีบขจัดให้เร็วที่สุด”

คดีเป็นแค่ความรู้สึกที่คนจะตัดสินกันเอง คิดว่าคดีมีมูลมั้ยครับ?

อี้ : “ผมเองที่ยืนยันว่ามีมูล เอาเป็นว่าผมเชื่อความเป็นนัทมากกว่าคุณปริญญ์ ผมไม่มีเจตนาเอาใจหรือย้ายพรรคใดๆ ทั้งสิ้น แต่ผมว่าคนๆ นี้น่าเชื่อถือมากกว่า ผมสนิททั้งทางพี่ปริญญ์แล้วก็นัท แต่ผมคิดว่า ณ จุดนี้นัทเขาไม่มีทางมาเล่นสกปรก”

มีคนสงสัยว่าคนเราเวลาถูกล่วงละเมิด บางครั้งต้องต่อสู้ ทำไมเมื่อถูกล่วงละเมิดแล้วไม่ออกมาโวยวาย ทำไมถึงปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน?

ลูกนัท : “ย้อนกลับไปเมื่อปี 63 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์น้องชายของภรรยาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมของครอบครัวอย่างมาก ทุกคนสภาวะจิตใจย่ำแย่ เรียกว่าเป็นเวลาที่ยากลำบากพอมาถึงเหตุการณ์นายปริญญ์ได้เข้ามาแนะนำตัวกับภรรยาว่าชื่อนายแดน หลังจากนั้นพอล่อลวงไปในห้องนั้นมีปฏิทินของพรรคนึงซึ่งไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์อยู่บนโต๊ะ ภรรยาผมเลยจำว่าคนที่ข่มขืนเขาชื่อนายแดนและมาจากอีกพรรคหนึ่ง ต่อให้คุณจะกูเกิ้ลหาก็หาไม่เจอ แต่ว่าเขาจำหน้าและเสียงได้ชัด มี 2 เหตุผลตอนนั้นคือ เขาเป็นคนธรรมดาตัวเล็ก ๆ จะไปสู้อะไรกับนักการเมืองได้ ยิ่งเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลเขาไม่คิดจะสู้เลย แม่ยายผมก็ยังโทรมาร้องไห้ว่าลูกชายก็เสียชีวิตลูกสาวก็ถูกข่มขืน แล้วก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะพร้อมแจ้งความหรือพูดถึงมันทันที อาจรู้สึกสิ้นหวังมากใช้เวลาหลายปีกว่าจะพูดได้ กฎหมายเขาให้เหตุผลนี้ไว้แล้วโดยการให้อายุความตั้ง 20 ปีนะครับ”

คุณกลัวมั้ยที่จะโดนแจ้งความกลับในข้อหาหมิ่นประมาท?

ลูกนัท : “ไม่เคยกลัวอะไรกับอำนาจแบบนี้ ผมพร้อมสู้ใครคิดจะฟ้องก็ฟ้องมา เพราะนี้คือหน้าที่ของเรา”

คุณอี้คิดมั้ยว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดบ่อยมาก ในมุมมองของนักการเมืองมีความเห็นอย่างไรครับ?

อี้ : “3 อย่างนะครับ 1 ผมคิดว่าเป็นการอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัว คนที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตมักเกิดจากปัญหาทางครอบครัว 2 เป็นโครงสร้างสังคมที่ให้ผู้ชายเป็นใหญ่มากเกินไป การยกระดับสิทธิสตรีหรือความหลากหลายทางเพศจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากขึ้น 3 คือเรื่องกฎหมาย ประเทศไทยไม่เคารพกฎหมายและกฎหมายเราล้าหลัง กฎหมายน่าจะไปจัดการในเชิงของกายภาพ เช่นทำให้หมดสมรรถภาพทางเพศ หรือดูแลบางคนที่มีปัญหาเรื่องทางจิต เพราะบางกรณีเกิดการข่มขืนซ้ำซาก ครอบครัวสำคัญต้องช่วยกันประคับประคองและเข้าใจเด็กสมัยใหม่ ให้เขามีเสรีภาพที่สร้างสรรค์ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด”