“หมอเสือ” หมอมหาเสน่ห์ ควงภรรยาเปิดใจ แต่งเมียพร้อมกัน 3 คน ! ประกาศเดินหน้าหาเมียคนที่ 4 

แน่มาก“หมอเสือ” หมอมหาเสน่ห์ ควงภรรยาเปิดใจ แต่งเมียพร้อมกัน 3 คน ประกาศเดินหน้าหาเมียคนที่ 4 โวหลายเมียไม่ผิด

กรณีข่าวสุดฮือฮา “นายศุภฤกษ์ ชาญเชิดศักดิ์” หรือ “หมอเสือ” อายุ 35 ปี หมอพื้นบ้านที่สืบทอดศาสตร์การแพทย์แผนไทย แต่งเมียพร้อมกัน 3 คน โดยฝ่ายเจ้าสาวหอบสินสอดมาสู่ขอเจ้าบ่าว ขณะเดียวกันเจ้าบ่าวได้สวมแหวนแต่งงานให้กับเจ้าสาวทั้ง 3 คน ท่ามกลางลูก 9 คนที่เป็นสักขีพยาน

รายการเป็นเรื่องใหญ่ ออนแอร์ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 17.10 – 17.55 น. ทางช่อง JKN18 ดำเนินรายการโดย “อั๋น ภูวนาท คุนผลิน” ได้สัมภาษณ์ “ศุภฤกษ์ ชาญเชิดศักดิ์” หรือ “หมอเสือ” มาพร้อมกับ ภรรยาคนที่ 3 “กวินธิดา กุลภัทรไชยบูรณ์”

หมอเสือเป็นหมอจริง ๆ ?

ศุภฤกษ์ : “ผมเป็นหมอยาพื้นบ้านที่รักษาด้วยสมุนไพรแบบการแพทย์แผนไทย เขาเรียกกันว่าเป็นแพทย์แผน ค.”

เห็นว่ารักษาถ้าบางคนไม่มีเงินก็ไม่คิดเงินเขา?

ศุภฤกษ์ : “ใช่ครับ”

เราเป็นคนที่มีฐานะโอเคอยู่แล้วหรือเปล่า?

ศุภฤกษ์ : “ไม่นะ พออยู่ไปได้เฉย ๆ ไม่ได้รวยแบบพ่อแม่ทิ้งสมบัติให้หรืออะไร”

ทำไมเราถึงเริ่มต้นมาศึกษาแพทย์แผนไทยหรือยาแผนไทยขึ้นมา?

ศุภฤกษ์ : “มันเป็นมรดกของตระกูล ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น พอพ่อเสียชีวิตไป ผมก็ต้องมาครองโรงหมอต่อ เพราะคนไข้ที่ยังอยู่ในระหว่างการรักษาหรืออยากจะรักษามันมีต่อเนื่อง มันเป็นเหมือนภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สืบต่อและส่งมา”

แปลว่าเราไม่ได้ใช้ยาแผนปัจจุบันเลย เช่นยาแก้ปวด แก้อักเสบ?

ศุภฤกษ์ : “ไม่มี ใช้เป็นสมุนไพรอย่างเดียวเลยจากธรรมชาติทั้งหมด”

พอเป็นยาสมุนไพรเราถึงขั้นต้องไปเก็บยาเองในป่าอะไรแบบนี้มั้ย?

ศุภฤกษ์ : “ไปครับ ตามนา ยันชายป่า ยันข้างทาง ที่มันขึ้นเก็บหมด”

เรามั่นใจมากน้อยแค่ไหนถึงความปลอดภัย มันเชื่อถือได้ในระดับไหน?

ศุภฤกษ์ : “ถ้าเราไปซื้อผักหรือข้าวปลอดสารกินมันเคยอันตรายกับเรามั้ย อันนี้มันก็คือสิ่งธรรมชาติโดยไร้สิ่งปรุงแต่ง มันจะอันตรายก็ต่อเมื่อ คนไม่มีความรู้โดยละเอียด เอาไปใช้ผิดประเภท”

แล้วการที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยโรคเปลี่ยนแปลงไป มันส่งผลให้เราหายายากขึ้นหรือมีไม่พอในการรักษามั้ย?

ศุภฤกษ์ : “จริงเลย ปีนี้ถึงขั้นวิกฤตเหมือนกัน ถ้าหาไม่ได้ก็แล้วแต่เวรแต่กรรมพี่ ต้องรอเวลา”

อันนี้คืออาชีพหลักของเราเลยเหรอครับ?

ศุภฤกษ์ : “ใช่ครับ เปิดแค่เสาร์อาทิตย์พอ วันธรรมดาก็ต้องไปหายาเตรียมยา”

เราใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะให้คนเชื่อและยอมรับในจุดนี้ได้?

ศุภฤกษ์ : “พี่อย่าถามว่าเชื่อหรือยอมรับ คนไม่เชื่อมันคือไม่เชื่อ คนที่เขามาคือเขาเชื่อ ตลอดเวลาที่สืบต่อมา 9 ปี แล้ว ในตลอด 9 ปีที่ออกมาทุกรายการคนด่าก็ยังด่าเหมือนเดิม คนที่เชื่อหรือคนที่หายเพราะมือเราเขาก็ไปด่ากลับกัน ด่ากันไปมาถึงบอกเลยว่า ไม่เสพคอมเมนต์ ตัวเราเรารู้ว่าเราทำอะไร”

ก่อนหน้านี้ก็มีความเชื่อ ผมถามด้วยใจจริง ๆ ว่ามันจะเอาเส้นตรงไหนมาแบ่งที่จะทำยังไงให้ไม่เลยเถิดหรืออันตราย?

ศุภฤกษ์ : “เรื่องพวกนี้คนที่มาหาหรือใช้บริการคนนั้นคือผู้ตัดสินเราว่าเราใช่หรือไม่ใช่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยเสียเลย มันตัดสินกันตรงนี้”

ส่วนใหญ่คนที่มาจะเป็นคนที่รักษาแผนปัจจุบันแล้วไม่หายมั้ย?

กวินธิดา : “ทั้งนั้น มาแบบเหมือนที่เราเป็นที่สุดท้าย”

ศุภฤกษ์ : “บางคนมาแบบยับ ๆ มาแล้ว ถ้าเปรียบเหมือนไก่ เขาเหมือนเหลือแต่นิ้วตีนไก่มาให้ผมแล้วผมต้องทำนิ้วตีนไก่ออกมาให้เป็นไก่ 1 ตัว”

กวินธิดา: “เหมือนบางคนก็ไปจ่ายค่าใช้จ่ายสูง ๆ มาแล้วพอมาถึงเราก็หมดตัวมาเลยก็มี”

เราคิดค่ารักษายังไง?

ศุภฤกษ์ : “คิดเป็นค่ายาเฉย ๆ ค่ะ ใช้แค่ไหนก็แค่นั้น”

เราอยู่บนเรื่องของสมุนไพรแต่ก็ไม่ได้มีแบบว่าปลุกเสก อันเชิญ?

ศุภฤกษ์ : “ไม่มี ๆ”

มันฮือฮามากใน Tiktok ที่มันฮือฮามากก็คือภรรยา 3 คนเป็นคนมาสู่ขอเราแต่งงาน เรารู้มาก่อนมั้ย?

ศุภฤกษ์ : “มันพูดกันเฉย ๆ 3 คน เราก็นึกว่ามันอำเล่นมั้ง ไม่มีอะไรทำ เราไม่ได้สนใจอยู่กันมา คนแรก 16 ปีที่รู้จักกัน คนที่ 2 ก็ 16 ปี แต่อยู่กันจริง ๆ 9 ปี คนแรกกับคนที่ 2 ผมรู้จักมาพร้อม ๆ กัน ส่วนคนที่สาม 7 ปีที่รู้จัก”

มันก็จะมีบางความเชื่อบางสังคมที่บอกว่ามีเมียหลายคนไม่ใช่เรื่องผิด เรามีความเชื่อแบบนั้นมั้ย?

ศุภฤกษ์ : “ถ้าศาสนาพุทธข้อที่ 3 ห้ามผิดลูกผิดเมีย 1 คือผมไม่ได้แย่งใครมา 2 คือผมไปขอกับพ่อแม่เขามาโดยถูกต้อง แล้วพ่อแม่เขารับรู้ เมียผมรับรู้ ผมผิดตรงไหน ผมผิดเรื่องเดียวทำให้คนอิจฉาตาร้อน”

ธรรมชาติของคนเราอยากเป็นรักเดียวหรือเปล่า?

ศุภฤกษ์ : “ถูก ๆ อันนี้เข้าใจ”

ก่อนที่เมียคนที่ 1 จะเข้าใจจนถึงขั้นไปสู่ขอเมียคนที่ 2 ให้เราเลย มันมีแบบอยู่กับหนูคนเดียวไม่ได้เหรอ หรืออะไรแบบนี้มั้ย?

ศุภฤกษ์ : “คือคนที่ 1 กับ 2 เขารู้จักกันมา เพราะคนที่ 2 เขาเป็นญาติของคนไข้พ่อผม ด้วยความที่มาแล้วสนิทกัน ซื้อของมาฝาก มาเล่นกับลูกเรา พอบอกว่าเป็นคนนี้ถามว่าคนแรกเขาตกใจมั้ย ก็อาจตกใจ ถามว่าเสียใจมั้ยผมว่าต้องมีนิดนึง แต่ด้วยความที่เขาเคารพและเชื่อในการตัดสินใจของเรา เขาก็ยอม”

ตอนนั้นมีสักครั้งมั้ยที่ทะเลาะกัน?

ศุภฤกษ์ : “ไม่มีครับ เพราะผมพูดแค่คำเดียว ผมพูดกับคนที่ 2 ว่า ถ้าฉันสามารถทิ้งนาเดียร์เพื่ออยู่กับเธอวันหนึ่งถ้าฉันเจอคนอื่นฉันก็ทิ้งเธอเหมือนกัน ผมพูดกับคนที่ 1 ว่า จะทิ้งไปทำไมเราอยู่เราเริ่มสร้างมาด้วยกัน นี่คือต่อไปที่เราจะมีคนหนึ่งมาในชีวิตเราและเราจะร่วมสร้างกันต่อไปอีก”

แล้วตอนที่คนที่ 3 โผล่มาอีกมันก็คงไม่ได้ลั้นลาจุดพลุต้อนรับมั้ย?

ศุภฤกษ์ : “ไม่นะ เอาอย่างนี้ดีกว่า ตอนพ่อแม่ของคนที่ 2 ไม่เชื่อเขาบอกให้น้องเดียร์มา ผมบอกมาแล้วอยู่ในรถเลยเขาก็ตกใจ นาเดียร์ก็บอกจริงแม่ เนี่ยหนูมาขอ แล้วผู้ใหญ่เขาเข้าใจ แล้วเขาบอกแค่ ถ้าอยู่กันได้แล้วมีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นเขาก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ”

เราได้จะทะเบียนสมรสมั้ย?

ศุภฤกษ์ : “ไม่พี่ จะจดยังไงมีตั้ง 3 คน ถ้าเขามีให้จดทะเบียน 3 ใบได้ผมพาไปเลย เพียงแต่ว่ารับรองบุตรทุกคน ภรรยาคนแรกมีลูก 4 คน คนที่สองมี 4 คน แล้วคนที่สาม 1 คน”

แล้วตั้งใจจะมีอีกมั้ย?

กวินธิดา : “หนูไม่ได้มีเวลามาก คือหลังมาเราไม่ได้ออกในเชิงจะต้องเป็นผัวเมียอยู่ด้วยกัน จะเป็นเหมือนภารกิจมากกว่าที่ต้องทำงานร่วมกัน”

ตอนที่คุณหมวยเดินเข้ามา รู้มาก่อนใช่มั้ยว่าเขามีภรรยา 2 คน?

กวินธิดา : “พี่หมอบอกตั้งแต่ตอนคุยเลยค่ะ คือหนูอยู่เป็นโสดมา 2 ปี พี่หมอก็มาบอกว่าพี่เป็นหมอสมุนไพรรู้จักมั้ย พี่เป็นคนจน ๆ รักษาคนฟรี พระภิกษุสงฆ์ เด็กแรกเกิดจนถึง 12 ปี หนูโอเคมั้ยถ้าหนูจะเข้ามาในชีวิตพี่ ตอนนั้นหนูก็ปากไวค่ะว่าถ้าเมียพี่มาขอหนู หนูจะไปอยู่ช่วย”

ตอนนั้นเรารู้สึกดีหรือรักเขาหรือยัง?

กวินธิดา : “เฉย ๆ ค่ะ หนูพูดเล่น เพราะคิดว่าเขามีเมียตั้ง 2 คนแล้ว ผู้หญิงที่ไหนจะกล้ามาคุยกับเรา”

ในที่สุดทำไมถึงกล้าตัดสินใจ?

ศุภฤกษ์ : “เขาเรียกว่าพูดผิดชีวิตเปลี่ยน พอผมกดวางสายปุ๊บ เมียผมโทรไปต่อเลย”

ตอนคุณไปบอกภรรยาทั้งสองคนเขาโอเคเหรอ?

ศุภฤกษ์ : “ถ้าไม่โอเคเขาจะโทรให้ทำไมพี่ ถ้าผมตัดสินใจว่าใช่ผมจะบอก แต่ถ้าคุยแล้วไม่ใช่จะบอกทำไมให้วุ่นวาย”

ตอนเรารับสายแล้วเป็นไงครับ?

กวินธิดา : “ก็พี่คนที่สองเขาโทรมาว่ามาอยู่บ้านเดียวกันนะช่วยกันทำยาอยู่กันแบบนี้ ๆ ๆ ที่หมอต้องมีเมียประมาณ 4 คน”

ทำไมต้องมีเมีย 4 คน?

ศุภฤกษ์ : “ผมเป็นวรรณะพราหมณ์ผมมีได้ถึง 4 คน แต่ไม่จำเป็นต้องมี การจะมีเมียไปถึง 4 ต้องผ่านการเห็นชอบของทุกคน”

ถ้าย้อนกลับไปครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ของคุณก็มีเกินหนึ่งมั้ย?

ศุภฤกษ์ : “ผมไม่แน่ใจเพราะพ่อมาเจอแม่ เหลือผมแค่เป็นลูก 1 คนแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ผมไม่รู้”

คนหมวยเป็นพราหมณ์ด้วยหรือเปล่า?

กวินธิดา : “ไม่ค่ะ เป็นคนไทย”

แล้วคุณรู้สึกตะขิดตะขวงใจมั้ย?

กวินธิดา : “ถามว่ารู้สึกมั้ยรู้สึกค่ะ แต่พอมันมาถึงจุดหนึ่งที่เข้ามาอยู่ในครอบครัวจริง ๆ สิ่งที่พี่หมอทำให้เราเห็น มันไม่ใช่การเป็นอยู่ของคำว่าชู้สาวหรือความรักเฉย ๆ แต่เขาเสียสละสุขส่วนตัวในการหายาในการคิดค้นในการช่วยเหลือคน แล้วเขาพิสูจน์หลาย ๆ อย่างให้เราเห็นว่าสิ่งที่เขาทำไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แล้วก็เด็ก ๆ เวลาที่เราอยู่ด้วยกันมันเหมือนเป็นความรักที่เขาเรียกเราว่าแม่”

แล้วคนที่หนึ่งสองสามเด็ก ๆ จะเรียกยังไง?

กวินธิดา : “เรียกแม่แล้วตามด้วยชื่อค่ะ”

เด็กทุกคนอยู่ในศาสนาพราหมณ์หมดเลยมั้ย?

กวินธิดา : “การรับเข้ามันต้องมีพิธีอีก ซึ่งเรายังไม่ได้บีบบังคับลูกขนาดนั้น แต่ตอนนี้สักขีพยานรักของเรา 9 คนแล้ว”

หมอเสือคิดว่าจะมีเมียครบ 4 คนเลยมั้ยครับ?

ศุภฤกษ์ : “อันนี้ตอบไม่ได้ เพราะถามว่าผมหามั้ย ผมหามา 5 ปี เพราะว่ามันมีเรื่องใหญ่ที่ต้องทำอีกเยอะ ตัวเราคนเดียวทำไม่ได้ แล้วการที่เราถ่ายทอดให้คนอื่นคนนอกก็ไม่ได้ แต่อันนี้คือคู่ปฏิญาณที่จะอยู่กับเรา เราเชื่อใจแล้ว  แต่ที่ไม่ยอมหาแบบจริงจัง เพราะแค่ 3 คนผมก็ปวดหัวแล้ว”

คนเคยทะเลาะกันมั้ย?

กวินธิดา : “ทะเลาะกันค่ะ เรื่องงานเป็นหลัก ไม่เคยทะเลาะกันเรื่องพี่เสือเลย”

ศุภฤกษ์ : “มันรวมหัวกันไล่ผมออกไปข้างนอก อยากมีเพิ่มมีเลย”

ทำไมไม่หึงหวงเลย?

กวินธิดา : “เป็นคำว่าห่วงมากกว่าค่ะ เขาโตแล้วเขามีสิทธิของเขา ความรักมันเกิดจากคน 2 คน เริ่มต้น ถ้าพี่มีความสุขที่จะรักอีกคนเพิ่มพวกหนูไม่ว่า เพราะพวกหนูอยู่กันได้ หนูรักกัน 3 คนกับลูก 9 คน ถ้าจะมีเพิ่มไม่ว่ากันแต่อย่ามามีปัญหากับคนในบ้าน แล้วก็ต้องรักลูกหนู รักพี่สาวหนู น้องสาวหนู เท่าเทียมกัน”

คุณจ่ายเงินเดือนเขาเหรอ หรือเลี้ยงดูเขา หรือว่าไง?

ศุภฤกษ์ : “ได้เป็นเงินเดือนทุกคน”

กวินธิดา : “เป็นเงินเดือนค่ะ เงินเดือนก็ลูกก็คือได้ส่วนของลูก เมียก็จะส่วนของเมีย เท่ากันทุกคน”

แล้วทีหลังเรื่องลูกจะมีปัญหามั้ย เช่นลูกของเมียคนที่หนึ่งได้รถอะไรแบบนี้?

ศุภฤกษ์  : “ไม่ครับ คืออะไรรู้มั้ยพี่ก็จ่ายเงินให้ไปแล้ว เป็นหน้าที่แม่ที่ต้องไปเก็บ ไปฝากกันเอาเอง”

กวินธิดา : “เหมือนอย่างคนแรกมีลูก 4 คนลูกก็จะได้เงินเดือนต่างหาก 4 คน แล้วก็ของคุณแม่ด้วย อย่างหนูมีลูกคนเดียวหนูก็จะได้แค่เงินเดือนหนูกับลูก แต่เหนือสิ่งอื่นใดหนูไม่ได้คิดว่าหนูมีลูกคนเดียว หนูคิดว่าหนูมี 9 คน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่หนูสร้าง หนูก็จะให้ลูก 9 คนเท่ากัน ทั้งหมดเป็นครอบครัวเดียวกัน ถ้าเขาจะมีคนที่ 4 จริง ๆ หนูพร้อม และคิดว่าเขาจะมีอีกเรื่อย ๆ ค่ะ”