“ไมค์ พิรัชต์” เคลียร์ทุกเรื่อง หลังขออำนาจศาลปกครองบุตรร่วม “ซาร่า”

เกิดเป็นดราม่าสนั่นโลกโซเชียล เมื่อ ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล เข้ายื่นคำร้องขออำนาจปกครองบุตรร่วมกับ ซาร่า คาซิงกินี เพื่อขอให้ศาลพิพากษาให้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของลูกชาย น้องแม็กซ์เวลล์ จนทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากชาวโซเซียลเป็นจำนวนมาก

ล่าสุด “ไมค์พิรัชต์” ด้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ดังนี้

“ก่อนอื่นของชี้แจงประเด็นแรกเลยว่าทำไมไปยื่นคำร้องต่อศาล คืออยากได้อำนาจในสิทธิ์ปกครองร่วม คำว่าพรากลูกจึงไม่อยากมาใช้ในกรณีนี้ได้ ผมไม่ได้จะไปพรากลูกจากแม่เขา ผมแค่อยากเจอลูกและใช้ส่วนร่วมในชีวิตเขา ไม่อยากจ่ายเงินอย่างเดียวแต่ไม่รับรู้หรือเจอเขาเลย ผมอยากเห็นเขาเจริญเติบโต”

“ผมไม่ได้เจอลูกมาสักพักแล้วครับ เจอครั้งสุดท้ายก็ช่วงเดือนมีนาคม และไม่ได้เจอมาจนถึงวันเกิดเขา มันมีเหตุการณ์หลายอย่างที่ค่อนข้างซับซ้อน การไปเจอของผมคือต้องไปดักเจอที่โรงเรียนหรือไปรอใต้คอนโด”

“เขาบอกไม่ได้กีดกัน แต่เวลาไม่ตรงกัน เรื่องนี้ผมขออธิบายคือมันมีเหตุการณ์ใหญ่ครั้งหนึ่ง วันที่ 8 ก.ค. ผมบอกเขาว่าต้องการจะเจอลูก ใกล้วันเกิดเขาแล้วจะพาไปเป่าเค้กกับครอบครัวผม เขาก็บอกให้ไปรอที่โรงเรียนนั่นคือวันที่ 9 วันที่ 10 ตอนเช้าผมเลยบอกงั้นเดี๋ยวผมไปรับบ่ายสาม แล้วพรุ่งนี้จะไปส่งลูกที่สนามบิน เขาก็อ่านนะครับ บางครั้งเขาจะชอบอ่านแล้วไม่ตอบ ผมเคยถามทำไมไม่ตอบ เขาบอกก็อ่านแล้วไง รับรู้แล้ว”

“วันนั้นที่ผมใส่ชุดสไปเดอร์แมนไปรอใต้คอนโดพยายามติดต่อแต่ก็ติดต่อไม่ได้ ก็รอเป็นชั่วโมง พอติดต่อเขาได้เขาก็บอกยังไม่ได้ตอบตกลงเลย จะบอกไม่ได้นัดกันก็ไม่น่าได้ เพราะเขาบอกเองให้มา ผมก็เริ่มไม่พอใจ จากนั้นเขาเลยให้ลูกลงมา ผมมีโอกาสอยู่กับลูกไม่กี่นาที”

“มันผิดปกติที่ลูกผมไม่เหมือนเดิม มันเปลี่ยนไป วันหนึ่งบอกรักผม วันหนึ่งบอกไม่รักผม ไม่อยากเจอแล้ว วันที่เจอเหมือนเขากลัว เขาผวาอะไรสักอย่าง มองแต่ข้างหลัง ซึ่งเป็นเพื่อนซาร่าที่ลงมากับลูก แล้วเขาก็บอกไปว่ายน้ำกัน ซึ่งเหมือนเป็นการกดดันทางผม ผมเลยปล่อยให้ลูกไปว่ายน้ำ นั่นคือวันสุดท้ายแล้วที่ได้เจอ”

“หลังจากนั้นวันถัดมาเขาก็พิมพ์มาบอกว่าจะมารับลูกไหม ผมก็ติดงานเพราะเขาไม่บอกก่อน เลยถามว่าจะไปรับได้กี่โมง และให้ไปส่งกี่โมง เขาไม่บอกไฟลท์บินที่จะบินคือกี่โมง ซึ่งผมติดงานผมไม่สามารถไปรับได้ เลยคิดว่าจะไปดักรอที่สนามบิน ผมก็คิดเอาเองว่าไฟลท์บินน่าจะช่วง 2 ทุ่ม ผมรอถึง 4 ทุ่ม ก็ไม่เจอใคร สรุปเขาบอกบิน 1 ทุ่ม”

“อีกวันผมเจอลูกเดินมากับพี่เลี้ยง เลยเป็นการตอกย้ำว่าเขาอยู่แต่ทำไมผมไปรับมาไม่ได้”

“ฟางเส้นสุดท้ายคือเรื่องนี้ครับ แต่จริงๆ มันมีรายละเอียดหลายอย่าง ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับซาร่าคือช่วงนั้นเลยครับ 12 ก.ค. ผมถามเขาว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้ ผมไม่เข้าใจเหตุผล และเขาก็ไม่ตอบผมอีกเลย ถ้าคุยกันเองได้ มีใครอยากขึ้นศาลหรืออยากออกสื่อบ้างครับ”

“ผมพิมพ์อะไรไปเขาไม่ตอบเลยครับ เรื่องที่ผมถามบ่อยสุดคือเรื่องโรงเรียนว่าจะเอายังไง ในสถานการณ์แบบนี้ช่วงโควิดผมว่าทุกคนเจอผลกระทบหมด ผมเลยไปปรึกษาเขาว่าจะวางแผนเรื่องลูกยังไง ถ้าจะจ่าย 8-9 แสนต่อปีไม่ไหวหรอก อาชีพดาราไม่มั่นคง ผมเลยบอกเขาอยากให้ไปหาที่อื่น ผมก็เลยลองไปดูที่โรงเรียนอื่นด้วยตัวเอง เอกมัย, ประสานมิตร, เลิศหล้า, รีเจ้นท์ฯ แต่บางที่ก็ปิดรับสมัครไปแล้ว มันเหลือที่เดียวที่ผมคิดว่ามันดีสุดในสถานการณ์แบบนี้ ก็เลยบอกเลิศหล้าไหม เขาก็โอเค”

“ส่วนค่าเทอมเลิศหล้าคือ 150,000 บาท ผมไปดูสถานที่ด้วยตัวเองหมด รายละเอียดทุกอย่างผมก็ดู มันดีไม่ได้แย่ เพื่อนผมก็ให้คำแนะนำว่าที่นี่ก็ดีนะ ราคาสมเหตุสมผลไม่แพงเกินไป”

“ผมได้มีการพูดคุยกับเขาว่าแชร์ไหม ผมจ่ายส่วนนี้ คุณจ่ายส่วนนี้ ในสถานการณ์แบบนี้มาช่วยกัน เหมือนเขาจะรับฟังแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไร”

“เรื่องที่เขาบอกผมไปเอาลูกออกจากโรงเรียน ใช่ผมไปเอาออก แต่เราคุยกันเรื่องโรงเรียนแล้ว ที่โรงเรียนบอกวันนั้นเป็นวันสุดท้ายถ้าไม่ทำเรื่องวันนั้นคือจะไม่ได้เงินประกัน 300,000 บาท ต้องทำเรื่องให้เสร็จ ผมก็กะเวลาไว้แล้วว่าอีกกี่เดือนเปิดเทอม ก็จะเคลียร์กับซาร่าให้เสร็จ เขาก็บอกจะไปดูโรงเรียน ไปหาด้วยตัวเอง จนกระทั่งโรงเรียนใกล้จะเปิด ผมก็ทำอะไรไม่ได้ ผมเลยโทรไปที่โรงเรียนเดิมเพื่อขอให้ลูกกลับไปได้ไหม เท่ากับผมต้องเสียงเงิน 300,000 ละลายน้ำไปเฉยๆ”

“ส่วนเรื่องคอนโด คุณภาพชีวิตอยู่ที่แต่ละคนจะตีความหมาย เรื่องโรงเรียนคุณภาพชีวิตผมก็คอนเฟิร์ม เรื่องสถานที่คอนโดผมเสนอไปว่าแถวนั้นมีคอนโดใกล้ๆ ค่อนข้างโอเคแต่ราคาไม่แพง ผมเลยส่งไปตั้งแต่เรต 4,800-8,000-13,000 ผมคิดว่าถ้าผมอยู่ได้ ลูกก็น่าจะอยู่ได้ แต่เขาก็ไม่ให้คำตอบ ผมไม่ได้บังคับให้อยู่ห้องละ 4,000 เลย คืออย่างที่บอกเรามาแชร์มาคุยกันได้”

“ที่บอกคอนโดของผมคือของพี่ชายผม ผมไปบอกเขาว่าขอให้หลานอยู่ได้ไหม เดี๋ยวผมจะจ่ายค่าเช่าให้เดือน 30,000 แต่พอสถานการณ์โควิดแบบนี้เขาก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน เพราะห้องมันเป็นห้องเดียวที่สามารถปล่อยได้ ผมเลยไปคุยกับซาร่า เขาก็ขอเวลา พี่ผมตามแต่ผมก็ไม่ได้บอกเขา”

“ผมไปหาที่คอนโดตอนเขาไม่อยู่ ผมเข้าห้องไม่ได้เพราะไม่รู้พาสเวิร์ด แต่ผมเห็นเงาในนั้นเป็นผู้ชายอายุประมาณ 40 ซึ่งน่าจะเป็นคนขับรถสามีป้าพี่เลี้ยง ผมก็ไปบอกพี่ชาย พี่ชายผมก็บอกไม่ได้สิ ให้หลานอยู่นะ จะเอาคนอื่นมาอยู่ไม่ได้ เลยตัดสินใจตัดคีย์การ์ด ตัดน้ำ ตัดไฟ เพียง 5 วันเองครับ”

“เขาไม่ได้แจ้งนะว่าคนนั้นจะมาขนของ เราไม่ได้คุยกันเลยตั้งแต่ตอนนั้น เขาไม่คุยกับผมก่อนที่ได้หมายศาลอีก หมายศาลคือวันที่ 18 ก.ค.”

“มันมีรายละเอียดดีเทลเยอะมาก และบางเรื่องก็ไม่อยากจะพูดเลย เพราะมันจะกระทบต่อลูกผม ที่ผ่านมามันดีโดยตลอดนะแต่ไม่รู้ว่ามันเกิดเพราะอะไร ที่เห็นได้ชัดเลยคือพอผมไปขอลดค่าใช้จ่ายตรงนี้นิดตรงนั้นหน่อย ก็มีเรื่องเกิดขึ้น มันมีคำว่าทำไมเยอะมาก”

“ผมจ่ายค่าใช้จ่ายให้มาโดยตลอด ประมาณ 2 ล้านบาท ที่เห็นนั่นแค่ในบัญชีแต่มีอย่างอื่นอีก ผมจ่ายคนเดียวเรื่องลูก 100 เปอร์เซ็นต์ครับ วันแรกที่เขาเกิดมาผมก็จ่ายไปแล้ว 400,000 บาทค่าคลอด เด็กทารกให้เดือนละ 30,000 ผมว่าก็น่าจะพอนะเพราะไม่ใช้อะไรมาก ผมยังใช้เดือนละ 15,000 เลย พอเขาโตผมก็จ่ายค่าพี่เลี้ยง ค่าประกันชีวิต ค่าคนขับรถ เงินเดือน และผมยังฝากเงินประจำในบัญชีของผมเพื่อลูกในอนาคตเดือนละ 10,000 บาท ผมมั่นใจได้ว่าถ้าเขาโตขึ้นเขาก็ยังมีเงินตรงนี้อยู่ ต่อให้ผมลำบากแค่ไหนจะไม่ไปยุ่งส่วนนี้เด็ดขาด”

“เรื่องสิทธิ์รับรองบุตร ผมโอเคตั้งแต่วันที่ผมรู้ว่าเขาเป็นลูกอยู่แล้ว หลายคนถามทำไมเพิ่งจะอยากมาเซ็นตอนนี้ คือสิ่งที่ผมทำมา 6 ปี มีใครเห็นบ้าง กระดาษใบเดียวมันสำคัญกว่าการกระทำเหรอ”

“ผมแค่รู้สึกว่าผมไม่ได้มีสิทธิ์ตัดสินใจชีวิตลูกผมเท่าที่ควร ทุกวันนี้ผมไม่ได้เจอลูกแต่ผมก็ยังจ่ายอยู่ แต่จะไม่จ่ายในสิ่งที่ผมไม่รับรู้ บางอย่างผมก็ขอตัดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นออก เพราะผมเห็นเขาก็ทำงานมีรายได้ เขาเอามาช่วยกันดูแลไม่ได้เหรอ”

“ผมไม่ติดเรื่องรับรองบุตร แล้วตอนนั้นเขาบอกผมว่าให้เคารพในตัวเขาหน่อยในฐานะคนเป็นแม่ เขาไม่ให้เซ็นแล้วรอให้ลูกโตก่อนเพื่อตัดสินใจเองว่าจะรับผมเป็นพ่อไหม ผมก็โอเค ตอนนั้นผมไม่รู้เรื่องกฎหมายอะไรเลย คิดแค่ว่าเป็นเพียงกระดาษใบเดียว ได้แต่บอกแค่ว่าไม่เป็นไร ที่ผ่านมาถ้ามีเวลาผมจะพยายามไปเจอลูกตลอด”

“มีคนบอกว่าผมไปทำงานต่างประเทศ ผมไม่ได้ดูแลลูกเหรอ ผมไปอยู่นู่นคนเดียวเป็นปีๆ ห่างครอบครัว ห่างลูก แปลว่าผมไม่ดูแลลูก ดูแลครอบครัวเหรอ ผมไม่รักลูกเหรอ”

“เขาบอกกลัวสิทธิ์ในการเดินทางไปต่างประเทศจะลำบาก เขาเคยมาขอผมนะ ผมก็แค่เซ็นออกไป แน่นอนว่าความสุขของลูกเขาอยากเจอแม่เขา ผมไม่มีสิทธิ์ไปกีดกัน เอาเรื่องในอนาคตมาพูดกับปัจจุบันทำไม”

“ผมเซ็นล่าช้าช่วงต้นปี เขาจะพาลูกไปทำพาสปอร์ตเพราะหมดอายุ แต่ผมไม่ให้ ผมถามทำไมต้องรีบบิน ทำไมต้องรีบทำ ทำไมต้องรีบไปตรงนั้นเดี๋ยวนี้”

“อยากเอาน้องมาอยู่เองไหม ไม่ครับ ลูกต้องการแม่และพ่อ จะขาดคนใดคนหนึ่งไม่ได้ สุดท้ายแล้วผมและซาร่าก็คือพ่อแม่ของลูกเปลี่ยนไปไม่ได้”

“เรื่องที่ซาร่าตั้งท้องอีกคน ผมไม่สามารถตอบได้ ต้องไปถามเขาเองครับ เขารู้อยู่แก่ใจ”

“ที่ระยะเวลาก่อนหน้านี้เลือกเงียบมาโดยตลอด เพราะผมไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะดีกับลูกเลย มันไม่มีใครแพ้ใครชนะ มันมีแต่พังกับพัง ผมคิดว่าการเงียบคือการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด ไม่ต้องออกไปตอบโต้อะไรเพราะเดี๋ยวมันจะไม่หยุด ผลเสียก็ตกไปที่ลูก ถ้าผมแค่โดนด่าจากใครไม่รู้ ผมก็ไม่ต้องสนใจ ทำงานหาเงินเลี้ยงลูกเลี้ยงครอบครัวไปเรื่อยๆ เกิดมาตายครั้งเดียวก็ใช้ชีวิตไปสิครับ จะมาสู้ทำไม คนที่ชนะรู้สึกชนะจริงๆ ใช่ไหม มันมีแต่ผู้แพ้แล้วจะพูดทำไม”

“ด่าถึงผม ผมไม่ว่า แต่ด่าไปถึงครอบครัวผม ในสิ่งที่พ่อแม่ผมไม่ได้ทำและไม่ได้พูด น้องผมก็โดนไปด้วยทั้งที่เขาเป็นคนดี แต่ทุกคนก็อดทน และผมต้องขอโทษครอบครัวผมที่ลากเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาอะไรก็ไม่รู้ มันเป็นปัญหาของผม ความโง่ของผม ความผิดพลาดของผม ผมเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่เคยผิดพลาดแต่ไม่ใช่ว่าจะผิดพลาดไปตลอดชีวิต แค่แก้ไขและเรียนรู้ อยู่กับมันให้ได้ ถ้าจะด่ามาด่าผมแค่คนเดียวพอ ผมขอแค่นี้”

“ถ้าลูกมาเจอข่าวนี้ในอนาคต อยากจะบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติที่พ่อเป็นดารา ยังไงก็ต้องเจอแบบนี้อยู่แล้ว และเราอยู่ในที่สว่าง ยังไงเรื่องพวกนี้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่อยากให้ลูกคิดว่ามันเป็นปม แม่และพ่อรักลูกที่สุดอยู่แล้ว แต่ปัญหาของผู้ใหญ่วันนี้ก็แก้วันนี้ ก่อนที่ลูกจะโตไปกว่านี้ ไม่ต้องไปคิดน้อยใจว่าทำไมต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ หลังจากนี้อยากให้ลูกรู้ว่า ไม่ว่าใครจะพูดอะไร ให้รู้ว่าวันนี้จนวันตายพ่อก็รักลูกไม่มีวันทิ้งลูก ถ้าวันหนึ่งพ่อไม่ได้อยู่กับลูก ที่ตรงนี้ก็เป็นของลูกเสมอ ลูกกลับมาหาพ่อได้เสมอ”

“ซาร่าอยากให้ออกรายการพูดต่อหน้ากัน เจอได้ครับ ไกล่เกลี่ยกันได้ เราคุยกันได้ว่าตรงกลางคืออะไร ผมอยากจะเคลียร์หลังบ้านนะไม่ค่อยอยากออกสื่อ ไม่อย่างนั้นผมจะเก็บเงียบมาตลอดทำไม”

“เรื่องนี้จะจบยังไงก็ได้แต่ให้ดีต่อลูก สิ่งที่ผมต้องการคือแค่ได้เจอลูก ได้มีส่วนตัดสินใจในชีวิตลูก ได้ใช้ชีวิตในช่วงชีวิตลูก และเรื่องค่าใช้จ่ายก็อยากให้พอดิบพอดีครับ”

“ผมไม่ได้คิดเคียดแค้นซาร่านะครับ ผมแค่อยากให้เรื่องนี้มันจบให้เร็วที่สุด ผมไม่มีอะไรจะบอกเขาผ่านสื่อ มีอะไรอยากให้คุยกันหลังบ้านดีกว่าครับ”

Siamrathnews.com

Read Previous

77 ชุดประจำจังหวัด “มิสแกรนด์ ไทยแลนด์ 2020” ปั๊วะปัง!

Read Next

Heize ถูกP NATIONดึงตัว ทางค่ายประกาศข่าวดี ได้ศิลปินคนใหม่เข้าค่ายแล้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Loading...